Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ที่สุดในโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ที่สุดในโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565

โปรตุเกส ขุดค้นพบ ร่องรอยการทำมัมมี่ ในภาพถ่ายโครงกระดูกอายุ 8 พันปี คาดว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก


โปรตุเกส ขุดค้นพบ ร่องรอยการทำมัมมี่ ในภาพถ่ายโครงกระดูกอายุ 8 พันปี คาดว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก

ภาพจำลองขั้นตอนการทำมัมมี่แบบตากแห้ง ซึ่งพบร่องรอยที่เป็นหลักฐานในโครงกระดูกของคนยุโรปยุคหินกลาง

ทีมนักโบราณคดีจากโปรตุเกสและสวีเดน เผยว่าได้ค้นพบหลักฐานการทำมัมมี่ของคนยุคหินกลาง (Mesolithic) เมื่อราว 8,000 ปีก่อน โดยร่องรอยดังกล่าวอยู่ในภาพถ่ายโครงกระดูก ซึ่งพบในสุสานโบราณของหุบเขาซาดู (Sado) ทางตอนใต้ของโปรตุเกส

การค้นพบในครั้งนี้ไม่มีร่างที่อยู่ในสภาพของมัมมี่หลงเหลืออยู่ แต่การวิเคราะห์ภาพถ่ายโครงกระดูกที่นักสำรวจผู้หนึ่งบันทึกไว้เมื่อ 60 ปีก่อน ทำให้ทราบได้ว่าศพเหล่านั้นเคยผ่านกระบวนการทำมัมมี่ให้ร่างแห้งและเล็กลงก่อนทำพิธีฝัง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ยิ่งกว่าการทำมัมมี่ของอียิปต์หรือของชนเผ่าโบราณในทะเลทรายอาตากามาของชิลีหลายพันปี

การศึกษาข้างต้นตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Archaeology โดยดร. ริตา เปโรทีโอ-ชาร์นา ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอุปป์ซอลา (Uppsala University) ของสวีเดนบอกว่า ระหว่างที่นำม้วนฟิล์มเก่าของนักโบราณคดีชาวโปรตุเกสผู้หนึ่งมาล้างและอัดขยายภาพ เธอพบว่าโครงกระดูกที่เป็นศพของคนโบราณมีลักษณะผิดปกติ

โดยแขนและขาถูกจัดให้อยู่ในมุมงอที่ไม่อาจเป็นไปได้ตามธรรมชาติ แสดงถึงการถูกมัดร่างจนแน่น ก่อนนำมาฝังจนเหลือแต่กระดูกที่ผิดรูปดังกล่าว

นอกจากนี้ทีมผู้วิจัยยังพบว่า กระดูกท่อนต่าง ๆ ของศพยังคงติดกันอยู่เป็นอย่างดี แม้แต่กระดูกชิ้นเล็กเช่นนิ้วเท้าก็ไม่หลุดร่วงไปตามที่ควรจะเป็น ดินที่อยู่โดยรอบหลุมศพก็ไม่มีร่องรอยของการไถลเข้ามาแทนที่ว่าง ซึ่งควรจะเกิดขึ้นเมื่อศพในหลุมเน่าเปื่อยและหดตัวเล็กลง แสดงว่าศพที่ฝังอยู่นั้นถูกทำให้อยู่ในสภาพที่ไม่เน่าเปื่อยมาก่อนแล้ว

โครงกระดูกอายุ 8,000 ปี มีร่องรอยของการจัดท่าและถูกมัดอย่างแน่นหนาเพื่อทำมัมมี่

เมื่อนำหลักฐานจากภาพถ่ายโครงกระดูกไปเปรียบเทียบกับสภาพการเสื่อมสลายของศพจริง ซึ่งได้ทดลองจัดทำขึ้นที่ศูนย์วิจัยทางนิติมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเท็กซัสสเตตของสหรัฐฯ พบว่ามีความเป็นไปได้ที่คนยุคหินกลางในยุโรปจะทำศพให้เป็นมัมมี่ด้วยวิธีตากแห้งและมัดให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ศพหดตัวเล็กลงและมีน้ำหนักเบา ซึ่งจะง่ายต่อการขนย้ายไปฝังที่สุสานภายในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป

การทำมัมมี่ในขั้นแรกจะจัดให้ศพอยู่ในท่านั่งชันเข่าบนแท่นยกสูง โดยมีไม้ค้ำยันศพไว้ที่ด้านหลัง เพื่อปล่อยให้น้ำหนองและของเหลวจากการย่อยสลายไหลออกไปจนศพแห้ง ในระหว่างนั้นจะมีการใช้แถบผ้าหรือเชือกมัดศพให้แน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนอยู่ในสภาพที่พบจากรูปถ่ายโครงกระดูกในที่สุด

บริเวณที่เป็นสุสานโบราณของคนยุคหินกลาง ในหุบเขาซาดูของโปรตุเกส

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่อบอุ่นและชื้นของภูมิภาคยุโรปใต้ ทำให้มัมมี่ยุคหินกลางไม่อาจรักษาเนื้อเยื่ออ่อนที่แห้งติดกระดูกในตอนแรกเอาไว้ได้ ปัจจุบันจึงคงเหลือเพียงแต่โครงกระดูกที่อยู่ในสภาพผิดธรรมชาติพอให้สังเกตได้เท่านั้น

ดร.ไมเคิล พาร์กเกอร์ เพียร์สัน นักโบราณคดีจากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน หรือยูซีแอล (UCL) ซึ่งไม่ได้ร่วมทำการวิจัยในครั้งนี้แสดงความเห็นว่า ร่องรอยการทำมัมมี่ซึ่งเก่าแก่เกือบหมื่นปีในภูมิภาคยุโรปนั้น ถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง แต่เขาคาดว่าอีกไม่นานอาจมีการศึกษาร่องรอยการทำมัมมี่ที่เก่าแก่ยิ่งกว่านี้มากในอิสราเอลและเบลารุส ซึ่งพบหลักฐานที่ส่อเค้าว่าอาจเคยมีการทำมัมมี่ตั้งแต่ 10,000-30,000 ปีที่แล้ว

MÚMIA MAIS ANTIGA DO MUNDO ENCONTRADA EM PORTUGAL!!

World's oldest mummy found in Portugal

Previously undeveloped photos reveal 8,000-year-old signs of mummification — the earliest evidence found anywhere in the world.

Archaeologists think a human cadaver became mummified after it was bound and desiccated over several weeks to make it easier to transport.

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564

นักโบราณคดีพบ ไข่มุกเก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ 8,000 ปี ที่อาบูดาบี

วันที่ 20 ต.ค. 2021
สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า  นักโบราณคดีได้ค้นพบไข่มุกธรรมชาติ 1 เม็ด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามันคือไข่มุกที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุราว 8,000 ปี 

โดยไข่มุกเม็ดนี้ถูกตั้งชื่อว่า 
“ไข่มุกอาบูดาบี” ตามชื่อเมืองหลวงของประเทศ ที่ค้นพบนั่นเอง
ตามรายงานระบุว่า หลังจากที่นักโบราณคดีได้สำรวจพื้นที่บนเกาะมาราวาห์ (Marawah Island)
นอกชายฝั่งกรุงอาบูดาบี
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้พบกับไข่มุกเม็ดนี้ ที่มีขนาดเล็กเพียง 4 มิลลิเมตรและแม้ว่ามันจะดูเหมือนมีค่าน้อยนิด แต่นักสำรวจก็ได้ส่งมันไปตรวจสอบ ซึ่งผลจากการตรวจคาร์บอนในชั้นไข่มุกพบว่า มีอายุอยู่ในช่วง 5800-5600 ก่อนคริสตกาล
ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า มนุษย์รู้จักการซื้อขายอัญมณีตั้งแต่ยุคหินใหม่ หรือพวกเขาอาจไม่ได้กำหนดมูลค่าของมันแต่ใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าเท่านั้น(นี่เป็นเพียงการคาดเดานะครับ) 

ซึ่งคิดตามบันทึกประวัติศาสตร์ที่ว่ามนุษย์เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งสวยงามอย่างอัญมณีมานานร่วมหมื่นปีแล้ว
ทั้งนี้ ไข่มุกอาบูดาบี 
(Abu Dhabi Pearl) จะถูกแสดงโชว์ครั้งแรกในงาน 10,000 Years of Luxury ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะและอารยธรรมลูฟร์ (Louvre Abu Dhabi) วันที่ 30 ต.ค. 2021 ที่จะถึงนี้ครับ
เมื่อปี 2006 ชาวประมงผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ได้ค้นพบ “ไข่มุกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” หนักถึง 34 กิโลกรัม มูลค่า 2,900 ล้านบาท ที่เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์

รายการบล็อกของฉัน