Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณคดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โบราณคดี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

คนที่ตายเพราะ “คำสาปฟาโรห์” ที่แท้ติดเชื้อราในทางเดินหายใจจริงหรือ ?

คนที่ตายเพราะ “คำสาปฟาโรห์” ที่แท้ติดเชื้อราในทางเดินหายใจจริงหรือ ?
ภายในสุสานและที่ร่างของมัมมี่อาจมีเชื้อรามรณะแฝงอยู่ที่มาของ“คำสาปฟาโรห์”


ภายในสุสานและที่ร่างของมัมมี่อาจมีเชื้อรามรณะแฝงอยู่

เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องคำสาปแช่ง ซึ่งจะทำให้ผู้บุกรุกสุสานและรบกวนความสงบของกษัตริย์อียิปต์ยุคโบราณ ต้องมีอันเป็นไปทุกรายนั้น เริ่มต้นขึ้นหลังมรณกรรมของลอร์ดคาร์นาวอน (Earl of Carnarvon) นายทุนชาวอังกฤษผู้สนับสนุนการขุดค้นทางโบราณคดี ซึ่งจากไปอย่างกะทันหันในปี 1923 หลังเปิดสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนได้ไม่นาน

การเสียชีวิตที่เป็นปริศนาของลอร์ดคาร์นาร์วอน ติดตามมาด้วยความตายของสมาชิกในทีมขุดค้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหลายราย จนดูเหมือนว่าเหตุมรณกรรมเหล่านี้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างน่าประหลาด และเป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุมาจากอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และสถิติที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ BMJ ในปี 2002 ชี้ว่าการต้องคำสาปนั้น ไม่ได้ส่งผลเพิ่มอัตราเสี่ยงที่จะเสียชีวิตให้สูงขึ้นแต่อย่างใด ทั้งยังเสนอแนะว่าเชื้อโรคหรือสารพิษก่อโรคบางอย่าง น่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตในลักษณะนี้

แท้จริงแล้วลอร์ดคาร์นาร์วอนเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่ไม่ชัดเจน โดยมีการสันนิษฐานว่าเขาอาจเสียชีวิตเพราะโลหิตเป็นพิษ เนื่องจากติดเชื้อที่แผลซึ่งโดนยุงกัด หรือไม่ก็สิ้นใจเพราะปอดอักเสบ (นิวมอเนีย)


ลอร์ดคาร์นาร์วอน (ซ้าย) เสียชีวิตหลังเปิดสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุนได้ไม่นาน ส่วนฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ (ขวา) กลับมีอายุยืนยาวต่อมาอีกหลายสิบปี

การเสียชีวิตในวัย 56 ปีของเขานั้น แม้จะดูเหมือนด่วนจากไปก่อนวัยอันควร จนทำให้เรื่องของคำสาปมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น แต่อันที่จริงนั้นถือได้ว่า เขามีชีวิตยืนยาวตามเกณฑ์อายุขัยปกติของคนในยุคต้นศตวรรษที่ 20 แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสียชีวิตลงหลังทีมขุดค้นเปิดเข้าสำรวจสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนไปแล้วถึง 5 เดือน

อาการของโรคที่นำไปสู่การเสียชีวิตของลอร์ดคาร์นาร์วอน ได้รับการวิเคราะห์ในงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet เมื่อปี 2003 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอียิปต์ชี้ว่า อาการของท่านขุนนางชาวอังกฤษมีความสอดคล้องกับการติดเชื้อรา Aspergillus flavus ซึ่งพบได้อย่างหนาแน่นในสุสานของกษัตริย์อียิปต์โบราณ

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า อาการของลอร์ดคาร์นาร์วอนน่าจะเป็นการติดเชื้อราในเนื้อเยื่อปอดส่วนใหญ่ ร่วมกับการเกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดในโพรงจมูกและลูกตา ไอเป็นเลือด รวมทั้งปอดอักเสบรุนแรงได้

แม้จะมีผู้โต้แย้งว่า ลอร์ดคาร์นาร์วอนไม่น่าจะติดเชื้อรามรณะดังกล่าว เพราะไม่ได้เสียชีวิตลงอย่างรวดเร็วหลังจากสูดหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไประหว่างการเข้าสำรวจสุสาน แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอียิปต์อธิบายว่าเชื้อรา Aspergillus flavus สามารถจำศีลสงบนิ่งอยู่ในปอดได้เป็นเวลานาน ก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้แผลงฤทธิ์ออกมา


มัมมี่ของฟาโรห์รามเสสที่สอง มีเชื้อรา Aspergillus flavus อยู่เช่นกัน

กรณีที่ทีมนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีถูกเล่นงานด้วยเชื้อรา Aspergillus flavus ในสุสาน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากนั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงทศวรรษ 1970 โดยทีมสำรวจจำนวน 10 ใน 12 ราย ทยอยเสียชีวิตไปในเวลาอันสั้น หลังเปิดหีบพระศพของกษัตริย์คาซิมีร์ที่ 4 แห่งโปแลนด์ ในสุสานที่อากาศและพื้นผิวเต็มไปด้วยเชื้อราในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากลอร์ดคาร์นาร์วอนแล้ว ผู้ที่ต้องสงสัยว่าถูกคำสาปของฟาโรห์ตุตันคามุนเล่นงาน ยังได้แก่จอร์จ เจย์ กูลด์ นักการเงินชาวอเมริกันที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าชมสุสานเปิดใหม่ โดยเขาจากไปด้วยโรคปอดอักเสบในปีเดียวกับที่ลอร์ดคาร์นาร์วอนเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีเซอร์อาร์ชิบาลด์ ดักลาส-รีด นักรังสีวิทยาผู้สแกนร่างของตุตันคามุนด้วยรังสีเอกซ์ ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยอาการเจ็บป่วยอย่างเป็นปริศนาในปีต่อมา

สองกรณีข้างต้นและกรณีของลอร์ดคาร์นาร์วอน อาจถือได้ว่าเป็นหลักฐานบางส่วนที่บ่งชี้ถึงต้นตอแท้จริงของคำสาปว่า มันมาจากเชื้อรามรณะนั่นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่อาจสรุปลงไปได้อย่างแน่นอนว่า ผู้เสียชีวิตทุกรายดับสูญไปเพราะเชื้อราจริงหรือไม่ เนื่องจากบางรายเสียชีวิตเพราะถูกฆาตกรรม และหลายรายก็ขาดข้อมูลทางการแพทย์ที่ชัดเจนในการวิเคราะห์สาเหตุของการเสียชีวิต

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำทีมเปิดสุสานตุตันคามุนคนสำคัญอย่างฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ยังไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากคำสาปเลยแม้แต่น้อย และมีชีวิตยืนยาวต่อมาอีกนานหลายสิบปี ก่อนจะเสียชีวิตไปในวัยชราเมื่อมีอายุได้ราว 60 กว่าปี แต่นักวิทยาศาสตร์บางรายสันนิษฐานว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงจะไม่เจ็บป่วยด้วยเชื้อรานี้โดยมีคนจำนวนมากที่สูดหายใจเอาสปอร์ของราเข้าไปทุกวันแต่ไม่เป็นอะไรเลย

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

เผยความลับแห่งการค้นพบ โครงกระดูกแม่มด ในโปแลนด์

ค้นหา
Custom Search
ความลึกลับที่ยากจะหาข้อพิสูจน์มักเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปสนใจใคร่รู้ และจากการขุดค้นเศษซากแห่งประวัติศาสตร์ อาจทำให้บางสิ่งที่ถูกปิดบังไว้เปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึงกลัว เมื่อมีการพบโครงกระดูกลึกลับที่มีหลักฐานให้นักโบราณคดีสันนิษฐานให้เชื่อว่า เจ้าของโครงกระดูกนี้เป็น "แม่มด" 

โดยโครงกระดูกดังกล่าวถูกขุดพบที่สุสานในโปแลนด์โดยนักโบราณคดีที่ชื่อว่า แครอล ปยาเชคสกี้ (Karol Piasecki) เมื่อตรวจดูสภาพของโครงกระดูกแล้วพบก้อนอิฐถมทับและรูที่ปรากฏขึ้นหลายส่วนของโครงกระดูก ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานที่ว่าชาวบ้านสมัยก่อนอาจตื่นกลัวโครงกระดูกของแม่มดนี้ จะฟื้นชีวิตลุกขึ้นมาจากหลุมศพและเที่ยวแก้แค้นหรือทำร้ายคนในหมู่บ้าน หากไม่ยึดโครงกระดูกให้ติดกับพื้นพร้อมทั้งถมทับด้วยก้อนอิฐ

ซึ่งในครั้งแรกที่พบซากโครงกระดูกนั้น ชาวบ้านเชื่อว่าเป็น "แวมไพร์" เพราะถูกฝังไกลออกไปจากสุสานใหญ่ แถมมีร่องรอยของพิธีกรรมสะกดวิญญาณอยู่ด้านบนพื้นดินเหนือหลุมศพ แต่เมื่อตรวจ DNA 
จากกระดูกของศพแล้วพบว่าเป็นร่างของ“ผู้หญิง” ซึ่งน่าจะมีผมสีบลอนด์และตาสีฟ้า แถมยังเป็นผู้ที่ถูกทรมานก่อนเสียชีวิตอีกด้วย

สำหรับประเทศโปแลนด์ หญิงที่ถูกกล่าวว่าเป็นแม่มดมักจะเป็นภรรยาหรือคนรักของบุคคลฐานะมั่งคั่งของสังคม และพวกเธอจะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดทันที หลังจากความสัมพันธ์ของเธอกับสามีย่ำแย่ลง หรือยามที่ผู้คนเกลียดชังพวกเธอมาก ๆ โครงกระดูกนี้เชื่อว่าน่าจะถูกฝังมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 หรือ 17

เกรชกอร์ซ คูร์ก้า 
(Grzegorz Kurka) ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่เก็บโครงกระดูกนี้เอาไว้กล่าวว่า “ด้วยเหตุผลบางประการ พวกเขาไม่ได้เผาเธอทั้งเป็น แต่กลับฝังเธอเอาไว้ให้เธอไม่สามารถลุกขึ้นมามีชีวิตได้อีก”
นอกจากนี้ เขายังบอกว่าภายในสิ้นปี จะพยายามค้นพบให้ได้ว่าเจ้าของร่างโครงกระดูกนี้มีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ โดยใช้เทคโนโลยีการตรวจจับโครงใบหน้าเป็นตัวช่วย

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562

พบแอ่งบูชายัญเด็ก ถูกบูชายัญนับร้อยในทีเดียว-ครั้งใหญ่สุด

ค้นพบ ซากนักโบราณฯ และพบแอ่งบูชายัญเด็ก
(ถูกบูชายัญนับร้อยในที่เดียว-ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์)

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2018 National Geographic ได้เปิดเผยเรื่องราวของคณะนักสำรวจและนักโบราณคดี ที่ได้ขุดค้นพบศพเด็กราวๆ 140 ศพ อายุระหว่าง 5-14 ปี จากการตรวจสอบเบื้องต้นเชื่อว่า ศพของเด็กๆเหล่านี้คือเหยื่อของพิธีกรรมบูชายัญหมู่ในอดีต เมื่อประมาณ 550 ปีก่อน โดยขุดค้นพบ ณ ที่แห่งหนึ่ง ประเทศเปรู (ใกล้เมืองทรูฮีโย เมืองชายฝั่งด้านเหนือของประเทศ)

นอกจากนี้ข้างๆโครงกระดูกเด็ก ยังมีร่างของตัวลามะ และยามา กว่า 200 ตัว ซึ่งทุกตัวมีอายุ
ไม่เกิน 18 เดือน ถูกฆ่าบูชายัญเช่นกัน

เหยื่อมีรอยตัดกระดูก กระดูกสันอก กระดูกตรงกลางหน้าอก กระดูกซี่โครงหลายซี่ รวมถึงมีสิ่งที่บ่งบอกว่าหัวใจของเด็กๆ ถูกควักออกมา และเด็กทุกคนจะต้องถูกทาหน้าให้เป็นสีแดง และเหยื่อผู้นั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงและสุขภาพดี
 ฮาเกน เคลาส์ นักมานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน เปิดเผยกับ National Geographic ว่าการบูชายัญผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปในยุคสมัยโบราณ ซึ่งสาเหตุที่เด็กๆต้องถูกบูชายัญแทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ก็เพราะ เมื่อคนโบราณนำเหยื่อที่เป็นผู้ใหญ่มาบูชายัน เพื่อขอให้สภาพอากาศที่เลวร้ายอยู่ตอนนั้นดีขึ้น เพื่อที่จะได้ทำการเกษตรปลูกผักหรือปลูกข้าว แต่กลับไม่เป็นผล
โครงกระดูกของเหยื่อทั้งหมดถูกจัดวางในลักษณะที่ศีรษะหันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของทะเล จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ปกครองอาณาจักรชิมูในยุคนั้นต้องการจะบวงสรวงเทพเจ้าแห่งน้ำหรือทะเล และภัยธรรมชาติที่คุกคามผู้คนในยุคโบราณอาจไม่ใช่ฝนกระหน่ำ แต่อาจรวมถึงภัยจากทะเล
เช่น ‘สึนามิ’

ซึ่งจากการตรวจสอบคาร์บอนในสิ่งของที่พบ จำพวกผ้า คาดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ น่าจะอยู่ในช่วง ค.ศ.1400-1450 และเมื่อตรวจสอบชั้นโคลนพบว่าพื้นที่ดังกล่าวอาจเผชิญกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่แห้งแล้ง จากปรากฎการณ์แผ่นดินไหว

และจากหลักฐานทั้งหมดทำให้นักโบราณคดีเชื่อว่า หลุมฝังศพและพิธีกรรมนี้ เป็นฝีมือของอาณาจักรชิมูโบราณ ที่บูชาพระอาทิตย์และดวงจันทร์

ต่อมาถูกะอาณาจักรอินคาเข้ายึดครอง จนกระทั่งยุคสมัยผ่านไปจึงถูกสเปนเข้ายึดครองในที่สุด

Credit : burai

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ไขปริศนาที่ตั้ง มาชูปิกชู พบจงใจสร้างบนรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลก

นักโบราณคดีต่างสงสัยว่า เหตุใดชาวอินคาจึงเลือกก่อสร้างมาชูปิกชูบนหุบเขาสูงชันและลึกลับแห่งนี้

โบราณสถานอารยธรรมอินคา "มาชูปิกชู" (Machu Picchu) ของประเทศเปรูนั้น นอกจากจะเป็นมรดกโลกที่สวยงามดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกไปเยือนปีละกว่า 1.5 ล้านคนแล้ว เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหลอีกอย่างหนึ่งคือปริศนาเรื่องความเป็นมาและสถานที่ตั้ง ซึ่งยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามาชูปิกชูถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไร และเหตุใดจึงต้องซ่อนตัวอยู่บนหุบเขาสูงชันยากแก่การเข้าถึง

ล่าสุดมีผู้เสนอผลการศึกษาทางธรณีวิทยา ซึ่งชี้ถึงคำตอบที่เป็นไปได้ว่า ชาวอินคาเลือกบริเวณ "หุบเขาศักดิ์สิทธิ์" ที่มีแม่น้ำอูรูบัมบาโอบล้อมเป็นที่ตั้งสถานที่สำคัญ เพราะมีรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกและรอยแยกของพื้นหินตัดกันเป็นเครื่องหมายรูปกากบาท (X) เช่นเดียวกับเมืองโบราณแห่งสำคัญอื่น ๆ ในจักรวรรดิอินคา
ผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและการตรวจวัดทำแผนที่จากสถานที่จริงยืนยันว่า มาชูปิกชูถูกสร้างอยู่บนรอยเลื่อนและรอยแยกลักษณะดังกล่าว 

โดยรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกบางแนวที่พบมีความยาวถึง 175 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ดร. รูอัลโด เมเนกัต 
นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งริโอกรานเดโดซูลของบราซิล รายงานผลการศึกษาข้างต้นต่อที่ประชุมประจำปีของสมาคมธรณีวิทยาแห่งอเมริกา (GSA) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าชาวอินคาจงใจสร้างเมืองตามแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกที่มีเทือกเขาสูงและมีแหล่งหินเก่าแก่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งจะสามารถใช้ในการก่อสร้างได้อย่างสะดวกและเหลือเฟือ โดยไม่ต้องเจาะสกัดและเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น
การสร้างเมืองตามแนวของแหล่งหินธรรมชาติ ทำให้ชาวอินคาสร้างกำแพง ขั้นบันได และตัวอาคารได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีก่ออิฐถือปูน แต่ใช้การตัดและเรียงหินแต่ละก้อนให้ทำมุมแนบสนิทกันพอดี 

ซึ่งการก่อสร้างที่ใช้วิธีประณีตเช่นนี้จะสำเร็จลงได้อย่างรวดเร็วและไม่เปลืองแรง ก็จะต้องทำในแหล่งหินที่ใช้เป็นวัสดุเท่านั้น

กำแพงและขั้นบันไดของมาชูปิกชูยังสร้างขึ้นตามแนวรอยแยกของพื้นหิน เพื่อเป็นทางระบายน้ำตามธรรมชาติ
"การเลือกตำแหน่งที่ตั้งของมาชูปิกชูไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างเมืองหรือป้อมปราการบนยอดเขาสูงชันขนาดนั้น หากบนพื้นผิวไม่ได้มีรอยแตกอยู่ก่อนแล้ว" 
ดร. เมเนกัตกล่าว

"การวางแผนผังของกลุ่มอาคารและขั้นบันไดในมาชูปิกชู สอดคล้องกับแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกและเครือข่ายของรอยแยกในพื้นหินอย่างชัดเจน ซึ่งรอยแตกเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นทางระบายน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก ช่วยป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับสิ่งก่อสร้างได้เป็นอย่างดีอีกด้วย"

มาชูปิกชูตั้งอยู่ในหุบเขาที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,430 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอินคาที่เคยรุ่งเรืองในภูมิภาคอเมริกากลางระหว่างศตวรรษที่ 13-16 นักโบราณคดีบางกลุ่มเชื่อว่ามาชูปิกชูถูกสร้างขึ้นเป็นที่มั่นแห่งท้าย ๆ เพื่อหลบหนีการรุกรานของนักล่าอาณานิคม 
Machu Picchu
บ้างก็เชื่อว่าอาจจะเป็นอารามของนักบวชหญิง, พระราชวังสำหรับจักรพรรดิเสด็จแปรพระราชฐาน, วิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งอาจเป็นสถานที่จำลองตำนานกำเนิดโลกและจักรวาลตามคติความเชื่อของชาวอินคาได้อีกด้วย

รายการบล็อกของฉัน