Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564

นักวิทย์ฯ เผย สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เป็นโรค Trypophobia หรือ โรคกลัวรู

นักวิทย์ฯ เผย สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เป็นโรค Trypophobia หรือโรคกลัวรู
โรคกลัวรู หรือ Trypophobia เป็นอีกหนึ่งโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการดังกล่าว แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคที่ว่านี้แล้ว โดยการศึกษาของ Geoff Cole และ Arnold Wilkins ที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science บอกว่า ‘ผู้ที่มีอาการกลัวรูนั้นอาจไม่ได้รู้สึกกลัวรู แต่มีสาเหตุมาจากการกลัวสิ่งแปลกปลอมที่อาศัยอยู่
ในรูเหล่านั้น ทำให้ผู้ป่วยอาจเกิดอาการสั่นและรู้สึกกลัวเมื่อเห็นภาพของรังผึ้ง ฟองน้ำ ปะการัง หรืออะไรก็ตามที่มีรูพรุน’
ทั้งคู่ยังได้วิเคราะห์ภาพถ่ายของรูปหลุมต่างๆ และเขียนอธิบายไว้ในเว็บไซต์ Trypophobia.com โดยการศึกษาดังกล่าวพูดถึงความแตกต่างของรูต่างๆ 
ในภาพถ่ายที่มีผลต่อความกลัวของผู้ป่วย โดย Geoff Cole ได้ทดลองให้ผู้ป่วยดูภาพของหมึกสายวงน้ำเงินที่มีจุดวงกลมต่างๆ ชัดเจน แต่เขากลับพบว่าผู้ป่วยก็กลัวภาพถ่ายรูปรูภาพอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ทั้งสองคนจึงสรุปผลการศึกษาว่าอาการ Trypophobia นั้นเกิดจากการเห็นภาพของหลุมหรือรูต่างๆ เป็นตัวกระตุ้น ‘ประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในสมองของพวกเขาจะเชื่อมโยงกับภาพที่เห็น และทำให้รู้สึกว่ากำลังจะได้รับอันตรายเมื่อมองไปที่ภาพที่เป็นตัวกระตุ้น’ Geoff Cole กล่าวกับทาง NPR’s Shots blog

จะว่าไปแล้วมันก็คงจริงอย่างที่ทั้งสองคนนี้ได้ทำการศึกษาเหมือนกันนะ เพราะบางครั้งเราอาจไม่ได้กลัวรูหรือหลุมจำนวนมากที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าหรอก แต่ว่ากลัวสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งเราไม่ทราบหรอกว่าในนั้นมันจะมีอะไรอยู่มากกว่า หรือไม่ก็เราอาจจินตนาการไปต่างๆ นานาเองได้ว่าในรูหรือหลุมนั้นมีอะไรอยู่ ว่าแต่เพื่อนๆ คนไหนรู้สึกกลัวรูหรือมีคนใกล้ตัวเป็นอาการนี้ 
แล้วมีวิธีรักษาอย่างไร ยังไงก็มาแชร์ให้ทราบได้นะจ๊ะ ส่วนเพื่อนๆ ที่อยากติดตามอ่านเรื่องราวโลกแปลกๆ ก็เข้าไปที่ ผู้เชี่ยวชาญเผย ‘โรคดูดนิ้ว’ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ 1 ใน 10 คน และ Foreign Accent Syndrome โรคที่ทำให้ภาษาพูดผิดเพี้ยนไปจากเดิม กันเลยจ้า

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Giant Virusไวรัสตัวเบิ้มกับยีนปริศนาคล้ายสิ่งมีชีวิต

รู้จักกับ “Giant Virus” ไวรัสตัวเบิ้มกับยีนปริศนาคล้ายสิ่งมีชีวิต

Giant Virus คือไวรัสขนาดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยค้นพบ ด้วยขนาดอนุภาคที่ใหญ่กว่าไวรัสทั่วไปยังคงเป็นปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์มึนตึ้บยิ่งกว่า คือยีนในตัวพวกมันมีความคล้ายคลึงกับยีนของสิ่งมีชีวิต !!

Giant Virus จากข้อมูลของเว็บไซต์ Science Alert ประจำวันที่ 9 เมษายน 2020 เผยความลับเกี่ยวกับไวรัสขนาดใหญ่ มันถูกเรียกว่า Giant Virus ให้สมกับขนาดของมันที่อาจทำให้คุณสับสนกับแบคทีเรียได้ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาลึกลงไปมากเท่าไร พวกเขายิ่งพบกับปริศนามากมายนอกเหนือจากขนาดที่ใหญ่กว่าไวรัสทั่วไป

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคือ Giant Virus บางกลุ่มสามารถสร้างยีนใหม่ขึ้นมาได้เอง หรือบางกลุ่มตรวจพบรหัสพันธุกรรมพันธุกรรมที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ที่น่าสนใจคือนอกจากยีนที่ใช้สร้างไวรัสตัวใหม่แล้ว (เช่น ยีนสำหรับสร้างส่วนห่อหุ้ม) นักวิทยาศาสตร์ยังพบยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับสารอาหาร, การดูดกลืนแสง และการนำไนโตรเจนไปใช้ประโยชน์

Giant Virus (Mimivirus) เทียบกับไวรัสชนิดอื่น ๆ อันที่จริงเราอาจพบเห็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพของเซลล์สิ่งมีชีวิตในไวรัสได้ สมมุติว่าไวรัสตัวหนึ่งติดเชื้อเข้าไปในเซลล์ของแบคทีเรียและดำเนินการเพื่อเพิ่มจำนวนตัวมันเองเป็นที่เรียบร้อย ไวรัสรุ่นลูกอาจมียีนบางส่วนของแบคทีเรียติดไปด้วย ดังนั้น เราจึงมีโอกาสพบเห็นยีนของแบคทีเรียตัวนั้นในไวรัสรุ่นลูกได้เช่นกัน

แต่สำหรับยีนเพื่อการดำรงชีพของ Giant Virus มีความต่างออกไปจากรูปแบบดังกล่าว จากการศึกษาลงลึกเข้าไปในรหัสพันธุกรรม ปรากฏว่ายีนเหล่านี้น่าจะอยู่กับไวรัสมานานหลายล้านปีแล้ว โดยยีนดังกล่าวส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับยีนที่พบในเซลล์ของสาหร่าย ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ Giant Virus จะเข้าไปอาศัยอยู่นั่นเอง ราวกับว่าในอดีตกาลหลังจากที่ไวรัสรับยีนอันเป็นประโยชน์มาจากสาหร่ายแล้ว พวกมันเลือกที่จะไม่ทิ้งยีนดังกล่าวและเก็บไว้เพื่อการดำรงชีพ

Pithovirus เป็น Giant virus สายพันธุ์หนึ่ง เทียบกับขนาดของแบคทีเรีย E.coli สรุป – ถึงกระนั้น แนวคิดที่ว่าไวรัสใช้ยีนเหล่านี้เพื่อสร้างสารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพด้วยตัวเองอาจเกินจริงไปหน่อย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไวรัสจะใช้ยีนเหล่านี้เพื่อควบคุมเซลล์สิ่งมีชีวิตที่พวกมันอาศัยอยู่ ให้สร้างสารต่าง ๆ ตามยีนของพวกมัน จนเกิดเป็นสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ที่อาจเอื้อต่อการดำรงชีพขณะอยู่ในเซลล์ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปครับ

Giant Virus มีขนาดราว ๆ 400 นาโนเมตร ในขณะที่แบคทีเรียขนาดเล็กที่สุดอย่าง Mycoplasma มีขนาดเฉลี่ยเพียง 300 นาโนเมตร สำหรับสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของ Giant Virus คือ Pithovirus รูปร่างคล้ายแบคทีเรียชนิดแท่ง (กลุ่มบาซิลลัส – Bacillus) มีขนาดประมาณ 1500 นาโนเมตร ถูกค้นพบในชั้นน้ำแข็งอายุราว 30,000 ปีก่อนในแถบไซบีเรีย

นักโบราณคดีพบ ไข่มุกเก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ 8,000 ปี ที่อาบูดาบี

วันที่ 20 ต.ค. 2021
สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า  นักโบราณคดีได้ค้นพบไข่มุกธรรมชาติ 1 เม็ด ซึ่งพวกเขาเชื่อว่ามันคือไข่มุกที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีอายุราว 8,000 ปี 

โดยไข่มุกเม็ดนี้ถูกตั้งชื่อว่า 
“ไข่มุกอาบูดาบี” ตามชื่อเมืองหลวงของประเทศ ที่ค้นพบนั่นเอง
ตามรายงานระบุว่า หลังจากที่นักโบราณคดีได้สำรวจพื้นที่บนเกาะมาราวาห์ (Marawah Island)
นอกชายฝั่งกรุงอาบูดาบี
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้พบกับไข่มุกเม็ดนี้ ที่มีขนาดเล็กเพียง 4 มิลลิเมตรและแม้ว่ามันจะดูเหมือนมีค่าน้อยนิด แต่นักสำรวจก็ได้ส่งมันไปตรวจสอบ ซึ่งผลจากการตรวจคาร์บอนในชั้นไข่มุกพบว่า มีอายุอยู่ในช่วง 5800-5600 ก่อนคริสตกาล
ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันว่า มนุษย์รู้จักการซื้อขายอัญมณีตั้งแต่ยุคหินใหม่ หรือพวกเขาอาจไม่ได้กำหนดมูลค่าของมันแต่ใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าเท่านั้น(นี่เป็นเพียงการคาดเดานะครับ) 

ซึ่งคิดตามบันทึกประวัติศาสตร์ที่ว่ามนุษย์เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งสวยงามอย่างอัญมณีมานานร่วมหมื่นปีแล้ว
ทั้งนี้ ไข่มุกอาบูดาบี 
(Abu Dhabi Pearl) จะถูกแสดงโชว์ครั้งแรกในงาน 10,000 Years of Luxury ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะและอารยธรรมลูฟร์ (Louvre Abu Dhabi) วันที่ 30 ต.ค. 2021 ที่จะถึงนี้ครับ
– เมื่อปี 2006 ชาวประมงผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ได้ค้นพบ “ไข่มุกขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” หนักถึง 34 กิโลกรัม มูลค่า 2,900 ล้านบาท ที่เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์

รายการบล็อกของฉัน